"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
ค่าแรงใหม่กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น


ตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ เท่ากับว่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 กิจการที่อยู่ใน 7 จังหวัด จะต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำ ดังต่อไปนี้

 

จังหวัด

อัตราค่าจ้างเดิม

(บาท)

อัตราค่าจ้างใหม่

1 เมษายน 2555

(บาท)

อัตราค่าจ้างใหม่

1 มกราคม 2556

(บาท)

เพิ่มขึ้นทั้งหมด

ร้อยละ

ภูเก็ต

221

300

300

35.75

กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร

215

300

300

39.53

 

 ส่วนที่เหลืออีก 70 จังหวัด ต้องปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.50 ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดนั้นๆ ในวันที่ 1 เมษายน 2555 และเพิ่มอีกครั้งในวันที่ 1 มกราคม 2556 เป็น 300 บาท ทั่วประเทศ หากลองคำนวณดูจะได้ตัวเลขดังต่อไปนี้

 

จังหวัด

อัตราค่าจ้างเดิม

(บาท)

อัตราค่าจ้างใหม่ เพิ่มร้อยละ 39.5

1 เมษายน 2555

(บาท)

อัตราค่าจ้างใหม่

1 มกราคม 2556

(บาท)

เพิ่มขึ้นทั้งหมด

ประมาณ

(ร้อยละ)

ชลบุรี

196

 273

300

49.22%

ฉะเชิงเทรา สระบุรี

193

 269

300

50.93%

พระนครศรีอยุธยา

190

 265

300

52.69%

ระยอง

189

 264

300

53.29%

พังงา

186

 259

300

55.12%

ระนอง

185

 258

300

55.75%

กระบี่

184

 257

300

56.38%

นครราชสีมา ปราจีนบุรี

183

 255

300

57.02%

ลพบุรี

182

 254

300

57.66%

กาญจนบุรี

181

 252

300

58.31%

เชียงใหม่ ราชบุรี

180

 251

300

58.97%

6จันทบุรี เพชรบุรี

179

 250

300

59.64%

สงขลา สิงห์บุรี

176

 246

300

61.69%

ตรัง

175

 244

300

62.39%

นครศรีธรรมราช อ่างทอง

174

 243

300

63.09%

ชุมพร พัทลุง เลย สตูล สระแก้ว

173

 241

300

63.81%

ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม สุราษฎร์ธานี

172

 240

300

64.53%

นราธิวาส อุดรธานี อุบลราชธานี

171

 239

300

65.26%

นครนายก ปัตตานี

170

 237

300

66.00%

ตราด บึงกาฬ ลำพูน หนองคาย

169

 236

300

66.75%

กำแพงเพชร อุทัยธานี

168

 234

300

67.51%

กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท สุพรรณบุรี

167

 233

300

68.27%

เชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด สกลนคร

166

 232

300

69.05%

ชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย หนองบัวลำภู

165

 230

300

69.84%

นครพนม

164

 229

300

70.63%

พิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ อุตรดิษถ์

163

 227

300

71.43%

ตาก สุรินทร์

162

 226

300

72.25%

น่าน

161

 225

300

73.07%

ศรีสะเกษ

160

 223

300

73.91%

พะเยา

159

 222

300

74.75%

 

ดูตัวเลขแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่กี่วันข้างหน้าต่อกิจการต่างๆทั่วประเทศ มีไม่น้อยจริงๆ ใน 7 จังหวัดที่ค่าจ้างขั้นต่ำสูงอยู่แล้วยังเกิดผลกระทบเกือบๆร้อยละ 35 -39.50 ไม่ต้องพูดถึงจังหวัดในท้ายๆตารางที่ผลกระทบภายในไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้าจะสูงกว่าร้อยละ 60 – 70 ขึ้นไป

 

ลองเคาะตัวเลขกันเล่นๆ ในจังหวัดภูเก็ตที่ค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดคือ 221 บาท คิดวันทำงานต่อเดือน 27 วัน เงินค่าจ้างต่อเดือนต่อคนประมาณ 6,000 บาท หากเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท x 27 วัน ค่าจ้างต่อเดือนต่อคนจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,100 บาท เพิ่มขึ้นต่อเดือนต่อคนประมาณ 2,000 บาท

 

ถ้ากิจการมีคนงาน 10 คน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 20,000 บาท

ถ้ามีคนงาน 50 คน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 100,000 บาท

ถ้ามีคนงาน 100 คน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 200,000 บาท

 

ในจังหวัดพะเยา ที่อัตราค่าจ้างต่ำที่สุดในประเทศ จากเดิม 159 บาท

ค่าจ้างต่อเดือนต่อคนเดิมประมาณ 4,300 บาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 บาท ในวันที่ 1 เมษายน 2555 และเพิ่มขึ้นเป็น 8,100 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2556

 

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี กิจการที่จังหวัดพะเยา

ถ้ามีคนงาน 10 คน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 17,000 บาท

ถ้ามีคนงาน 50 คน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 85,000 บาท

ถ้ามีคนงาน 100 คน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 170,000 บาท

 

นึกไม่ออกเหมือนกันว่า จะมีกิจการที่ยืนหยัดอยู่รอดต่อไปมากน้อยแค่ไหนในรอบปี 2555 นี้

 

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า จะไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะอย่างที่เคยวิเคราะห์ในมุมของคนงานไปแล้วว่า ดูยังไงก็เห็นว่าคนงานในประเทศไทยไม่อาจดำรงชีวิตเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ด้วยอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

แต่การมองในมุมของผู้ประกอบการทำให้เห็นว่า กิจการในประเทศไทยคงต้องรีบตื่นตัวและหามาตรการต่างๆเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่แม้จะเคยรับรู้รับทราบกันมาสักระยะแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องจ่ายค่าแรงด้วยอัตราใหม่เมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน

 

การปรับปรุงประสิทธิภาพของคนงานอาจไม่ใช่ทางรอดของกิจการ เพราะน่าจะไม่เพียงพอที่จะช่วยลดเวลาการทำงาน ซึ่งอาจทำให้ชั่วโมงล่วงเวลาลดลง และทำให้กิจการประหยัดต้นทุนไปได้บางส่วน

 

กิจการอาจต้องมองภาพใหญ่เชิงโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด การปรับเปลี่ยนสายผลิตภัณฑ์ให้มีสินค้าที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้มีสินค้าที่มีกำไรมากพอที่จะชดเชยกับสินค้าที่ต้นทุนดันสูงขึ้นจนอาจต้องลดปริมาณการผลิตหรืออาจถึงขั้นยกเลิกการผลิตสินค้าบางตัวเหล่านั้นไปเลย

 

การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตมีความจำเป็นและสำคัญกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปเสียแล้ว การทบทวนประมาณการและแผนธุรกิจน่าจะเป็นวาระสำคัญที่กิจการต้องคำนึงถึงและรีบเร่งทำก่อนที่กิจการจะเกิดภาวะขาดทุน และนำไปสู่การขาดสภาพคล่องในระยะต่อไป

 

ผมเชื่อว่าในปี 2555 นี้กิจการส่วนใหญ่ควรต้องเพ่งเล็งความสนใจไปที่เรื่องต้นทุนการผลิตเป็นลำดับแรกโดยการทำประมาณการที่สะท้อนผลกระทบจากอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทันที กิจการที่ไม่เคยวิเคราะห์ส่วนประกอบต้นทุนการผลิตโดยละเอียดจะต้องเร่งรีบหาข้อมูลตัวเลขมาทบทวน และหาทางออกก่อนที่จะสายเกินแก้

 

แม้ว่ารัฐบาลจะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงในปีนี้ เหลือร้อยละ 23 ก็ตาม แต่กิจการขนาดเล็กจำนวนมากก็เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าอยู่แล้ว คือร้อยละ 15 (กิจการขนาดเล็กได้รับยกเว้นภาษีของกำไร 150,000 บาทแรก และเสียภาษีร้อยละ 15 จากกำไรส่วนที่อยู่ในช่วง 150,001-1,000,000 บาทอยู่แล้ว) ทำให้มาตรการการลดอัตราภาษีในส่วนนี้ไม่ช่วยให้กิจการขนาดเล็กอยู่รอดได้หากมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดแบบนี้

 

สิ่งที่กลัวคือ กิจการจำนวนหนึ่งคงจะต้องลดภาระของกิจการลงด้วยการปรับลดคนงาน เพราะเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่จะลดภาระแบบฉับพลัน ส่วนที่มีความพร้อมอาจยังรับมือได้ และใช้เวลาปรับเปลี่ยนแผนการผลิต ซึ่งแม้จะได้รับผลกระทบแน่ๆแต่กิจการเหล่านี้น่าจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แต่รูปแบบและวิธีการดำเนินกิจการจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

หลายปีที่ผ่านมานี้ คงเป็นบทพิสูจน์ว่า การดำเนินกิจการในโลกปัจจุบันมีความผันผวนและอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วอย่างมาก การบริหารธุรกิจจะทำในลักษณะที่เราคุ้นชินแบบในอดีตไม่ได้แล้ว แต่ต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว หลายๆอย่างไม่อาจใช้เวลาหรือฝืนทำต่อไปได้ ต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวในการลงมือทำ และที่สำคัญระบบข้อมูลจะต้องเที่ยงตรงและทันต่อเวลา การทำธุรกิจแบบมีบัญชีสองชุด น่าจะเป็นอุปสรรคและเป็นปัญหาในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบฐานะการเงินที่แท้จริงของกิจการ เอาง่ายๆหากเดิมทีกิจการไม่เคยทำงบการเงินให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงมาก่อนเลย ถามว่า กิจการจะมีข้อมูลเพียงพอจะนำมาวิเคราะห์เมื่อค่าแรงใหม่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อย่างไร

 

ฝ่ายบริหารคงต้องมองโลกในมุมที่เปลี่ยนไปและอาจจะถือโอกาสนี้ ทบทวนรูปแบบและวิธีการในการบริหารธุรกิจ และคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเดินเข้าสู่การบริหารอย่างมีความรับผิดชอบซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าที่เราเคยทำกันมาในรุ่นก่อนๆ ซึ่งดูเหมือนว่าต้นทุนในอดีตที่ต่ำนั้นแท้ที่จริงถูกผลักมาให้กับคนรุ่นนี้มากกว่าที่จะมีต้นทุนต่ำอย่างที่เป็นมาอย่างแท้จริง

 

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา

วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๕

virojch@yahoo.com

Member
43 ศิษย์เก่า และ 13 บุคคลทั่วไป