"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
การปรับโครงสร้างภาษี


หากได้ติดตามข่าวสารในช่วงตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๔ ถึงต้นปี ๒๕๕๕ นี้ คงสังเกตเห็นสัญญาณบางประการจากภาครัฐเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” และ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” อยากจะไฮไลต์จุดสำคัญเอาไว้เป็นข้อมูลสำหรับการติดตามความคืบหน้าในอนาคต ดังต่อไปนี้

 

ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

เรื่องการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ ได้มีพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา  ๓ ปี โดยลดอัตราภาษีจากเดิมร้อยละ ๓๐ เป็นร้อยละ ๒๓ ในปี ๒๕๕๕ และลดเหลือร้อยละ  ๒๐ ในปี ๒๕๕๖ และ ๒๕๕๗ (ดูตาราง ๑ และ ๒)

 

ตาราง ๑ สำหรับกิจการทั่วไป

ประเภทกิจการ

ปี 2555

ปี 2556 2557

บริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด

23%

20%

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

23%

20%

 

ส่วนกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กที่เดิมคำนวณภาษีเงินได้โดยมีหลายอัตรา (ดูตาราง ๒) ก็มีการปรับลดเช่นเดียวกันโดยลดเพดานสูงสุดจากเดิมร้อยละ  ๓๐ เป็นร้อยละ ๒๓ ในปี ๒๕๕๕? และเป็นร้อยละ ๒๐ ในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ กรณี SMEs ไม่มีการกำหนดเวลาจึงเท่ากับว่าให้ใช้อัตราที่ปรับลดนี้ไปตลอด นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในอนาคต (ดูตาราง ๓)

 

ตาราง ๒ อัตราเดิมสำหรับกิจการ SMEs

กำไรสุทธิ

อัตราภาษี

1-150,000 บาท

0%

150,001-1,000,000 บาท

15%

1,000,001-3,000,000 บาท

25%

เกินกว่า 3,000,000 บาทขึ้นไป

30%

 

ตาราง ๓ อัตราใหม่สำหรับกิจการที่เป็น SMEs (ทุนไม่เกิน 5 ล้าน รายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท)

กำไรสุทธิ

ปี 2555

ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป

1-150,000 บาท

0%

0%

150,001-1,000,000 บาท

15%

15%

1,000,000 บาทขึ้นไป

23%

20%

 

 

ทั้งนี้ เข้าใจว่าในช่วงเวลา ๓ ปีที่มีการลดอัตราภาษีดังกล่าวเป็นการชั่วคราวนั้น จะได้มีการออกกฎหมายเพื่อให้ใช้อัตราภาษีที่ลดลงนี้เป็นการถาวรต่อไป

 

สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) จะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตรา 25% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยเริ่มจากรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2554

 

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ยังไม่ได้มีการประกาศเป็นกฎหมายออกมา แต่มีข่าวที่ออกมาแล้วว่าจะมีการปรับปรุงในลักษณะต่างๆ คือ

 

1.       ปรับโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้ โดยกรมสรรพากรออกข่าวว่ามีแนวคิดจะปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มีความถี่ของจำนวนขั้นมากขึ้น จากเดิมที่อัตราภาษีแต่ละขั้นค่อนข้างเป็นอัตราก้าวกระโดด (ดูตาราง ๔ อัตราภาษีในปัจจุบัน)

 

ตาราง ๔ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบัน

กำไรสุทธิ

อัตราภาษี

1-150,000 บาท

0%

150,001-500,000 บาท

10%

500,001-1,000,000 บาท

20%

1,000,001-4,000,000 บาท

30%

เกินกว่า 4,000,000 บาทขึ้นไป

37%

 

กรมสรรพากรเชื่อว่า การกำหนดขั้นภาษีในลักษณะ 5-10, 15-20, 25-30-35 จะทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระน้อยลง และจะไม่ทำให้เกิดการเสียภาษีแบบก้าวกระโดด เช่น ปัจจุบันหากมีเงินได้ 500,000 บาท จะเสียภาษีในอัตรา 10% แต่เงินได้ส่วนที่เกินกว่า 500,000 จะเสียในอัตรา 20% เป็นต้น

 

2.       อัตราภาษีสูงสุดไม่ควรจะแตกต่างกันระหว่างบุคคล กับ นิติบุคคล

ปัจจุบันอัตราภาษีสูงสุดสำหรับนิติบุคคลอยู่ที่ 30% ในขณะที่เพดานภาษีสำหรับบุคคลอยู่ในอัตรา 37% ทำให้เกิดช่องว่างการโยกรายได้จากบุคคลธรรมดาไปภาษีเงินได้นิติบุคคล (หรือในบางขั้นของอัตราภาษีอาจโยกย้ายไปในทางกลับกัน) เพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม จากข่าวที่ออกมาดูเหมือนว่ากรมสรรพากรจะกำหนดเพดานอัตราภาษีสำหรับบุคคลไว้ที่ 35% ซึ่งยังมีอัตราที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ทำให้ไม่แก้ปัญหาการโยกย้ายฐานเงินได้ไปยังหน่วยที่เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า

 

3.       ทบทวนค่าลดหย่อนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ค่าลดหย่อนในปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้

3.1         ค่าใช้จ่ายผู้มีเงินได้  40% ไม่เกิน 60,000 บาท

3.2         ลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 30,000 บาท

3.3         ลดหย่อนอุปการะบิดามารดา จำนวน 30,000 บาท/ท่าน

3.4         ลดหย่อนคู่สมรส จำนวน 30,000 บาท

3.5         ลดหย่อนบุตร จำนวน 15,000 บาท/บุตร

3.6         ลดหย่อนการศึกษาบุตร จำนวน 2,000 บาท/บุตร

3.7         ค่าเบี้ยประกันชีวิต (อายุกรมธรรม์ไม่ต่ำกว่า 10 ปี) ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท

3.8         ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 200,000 บาท และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อนำไปรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

3.9         เงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท และส่วนที่เกินอีก 490,000 บาท

3.10     ดอกเบี้ยกู้บ้าน ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

3.11     เงินที่จ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม ตามจริง (โดยทั่วไป 5% ของฐานเงินเดือน 15,000 บาท เท่ากับ เดือนละ 750 บาท และเท่ากับปีละ 9,000 บาท

3.12     เงินบริจาคเพื่อการศึกษา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักลดหย่อนอื่นแล้ว

3.13     เงินบริจาคการกุศลสาธารณะ หักได้ตามจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินสุทธิ

3.14     ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ทำแก่บิดามารดา หักได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท

3.15     อุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพลภาพ คนละ 60,000 บาท

3.16     ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

3.17     ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ค่าลดหย่อนเหล่านี้อยู่ในระหว่างการทบทวนและคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี ๒๕๕๕

 

4.       สามีและภรรยา จะสามารถแยกยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การกำหนดให้เงินได้ของภรรยาต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ของสามีแล้วยื่นเสียภาษีนั้นเป็นผลจากการกำหนดกฎหมายในอดีตซึ่งเป็นยุคสมัยที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านและไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่ในปัจจุบัน คนเริ่มเห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะต่อผู้ที่มีครอบครัว กรณีที่คู่สมรสมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผู้ที่เป็นโสด หรือผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

 

การกำหนดให้นำรายได้มายื่นรวมกับสามีนั้นทำให้ฐานเงินได้ที่เดิมต่างคนต่างมีเงินได้ แยกเป็นคนละฐาน ต้องนำมารวมเป็นกองเดียวกัน และเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น หากพบว่าฝ่ายหญิงที่มีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินดือน เช่น ได้เงินค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา เงินได้จากอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งตามกฎหมายฝ่ายหญิงต้องนำไปให้ฝ่ายชายยื่นเสียภาษี หลายคนจึงเลือกที่จะไม่จดทะเบียนสมรส หรือบางครั้งพบว่าผู้ที่จดทะเบียนสมรสใช้วิธีจดทะเบียนหย่า แม้จะยังอยู่ด้วยกัน กรณีเหล่านี้จึงค่อนข้างเป็นปัญหาที่มีการร้องเรียน และกระแสสังคมเริ่มเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

 

หากมองในหลักว่า หากรายได้ที่แต่ละคนหาได้ เมื่อนำมาคำนวณภาษี กรณีต่างคนต่างอยู่ กับกรณีจดทะเบียนสมรส พบว่าต้องจ่ายภาษีไม่เท่ากัน แถมกรณีจดทะเบียนสมรสต้องเสียมากกว่า ทั้งที่เมื่ออยู่เป็นครอบครัวแล้วน่าจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเมื่อเป็นโสด ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม

 

ในกรณีนี้ อธิบดีกรมสรรพากรได้เปิดเผยเมื่อเร็วๆนี้ว่า จากการหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่า ขณะนี้ถึงเวลาที่จะให้สามีและภรรยาแยกกันยื่นแบบเสียภาษีได้แล้ว โดยต้องมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการดำเนินการ

 

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

virojch@yahoo.com

Member
46 ศิษย์เก่า และ 13 บุคคลทั่วไป